ทำไมต้องใช้ SOCIAL MEDIA ในการทำ PR

ทำไมต้องใช้ Social Media ในการทำ PRเนื่องจากงาน PR หรือ งานประชาสัมพันธ์นั้น ในปัจจุบันต้องใช้สื่อออนไลน์ โดยการให้กลุ่มเป้าหมายของงานได้ทราบอย่างทั่วถึง ซึ่งมีการใช้ Social Media เป็นการประชาสัมพันธ์ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงจุดประสงค์ของงานนั้นๆ และเกิดเหตุผลต่างๆมากมายว่าทำไมต้องใช้สื่อ Social Media ในการทำ PR จากผลสำรวจจากรายงานการอ่านต่อสื่อ digital พบว่า 18  %  ของผู้ตัดสินใจทางการตลาด ไม่สนใจการตลาดแบบเก่าอีกแล้ว เพราะผลสำรวจเห็นได้ชัดว่า แนวโน้มของการรับข่าวสารจาก digital นั้นมีผลถึง 80 % จาก Social networking 87%  จาก Podcast และ RSS  และ 72 %  จาก micro-blogging ดังนั้น เราจึงได้เหตุผลว่าทำไมต้องใช้ Social Media ในการทำ PR

1. มีความเป็นตัวตนที่แท้จริงและเข้าถึงความเป็นส่วนตัว
2. การเพิ่มขึ้นของสื่อ digital ดังนั้น แบรนด์ดังๆ ก็ดังมากขึ้น
3. เป็นการเล่าเรื่องในระยะยาว ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย
4. การสร้างพลังจากการใช้ Digital PR เป็นบทพิสูจน์พลังสังคม
5. การสร้างชุมทางด้วย SEO โดยใช้ลิงค์จากสินค้าผลการค้นหารูปภาพสำหรับ social media    สรุปได้ว่า Social Media เป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่สังคมกำลังให้ความนิยม และกระจายการประชาสัมพันธ์ ได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากว่าอยากเข้าถึงกลุ่มลูกค้าต้องเจาะกลุ่มเป้าหมายให้ถูกกลุ่ม เพื่อให้ได้ตามจุดประสงค์ของการประชาสัมพันธ์นั้นๆ

———————————————————

ที่มา : www.drphot.com/talk/archives/371

ภาพจาก : jonnegroni.com

” มาแล้ว!!! สติกเกอร์ไลน์ มิสเตอร์วินน์ซอฟต์ wynnsoft-solution สมกับการรอคอย ที่แสนคุ้มค่าจริงๆ โหลดมาใช้งานได้ที่แอพพิเคชั่นไลน์ได้แล้ว วันนี้…
และสามารถซื้อได้ที่ http://line.me/S/sticker/1309513

เปิดใจ”ผึ้ง”สาวสุรินทร์ กับ”สติ๊ก”สามีชาวฝรั่งเศส ถึงชีวิตแบบบ้านๆและความรักที่หวานชื่น

สาวอีสาน พูดจาจริงใจ หัวเราะคำโตๆ อย่าง สุภาวดี ไลลานี บูเตอเลอซ์ หรือ ผึ้ง สาวสุรินทร์ อายุ 30 ปี กับแฟนหนุ่ม ดิมิทรี ปาสกาล เจอราส์ อองรี บูเตอ เลอซ์ หรือ สติ๊ก อายุ 24 ปี สามีชาวฝรั่งเศส กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อมีการแชร์เรื่องราวของเขาที่เล่าเรื่องราวชีวิตประจำวันผ่าน เฟซบุ๊ก ชื่อ “Jessica Difford” ที่ติดดิน บ้านๆ และซื่อๆ ตามวิถีชีวิตคนอีสาน มีโอกาสนั่งคุยกับ คุณผึ้ง ถึงเรื่องราวความรัก และรูปภาพที่เล่าเรื่องผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งทำให้สาวๆบางส่วนแอบอิจฉา เธอไม่น้อยที่มีแฟนหนุ่มรูปงามอยู่เคียงข้าง คุณผึ้ง เริ่มเล่าว่า ตนเกิดที่ จ.สุรินทร์ แต่ไปทำงานอยู่ที่จ.ภูเก็ต เป็นผู้จัดการฝ่ายขายเกี่ยวกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ส่วนสติ๊กเป็นเว็บมาสเตอร์ เขียนบทความให้เว็บไซต์ แต่สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ทำได้ทั่วโลก รู้จักกับสติ๊ก เพราะเขาเป็นเพื่อนของเพื่อนตอนนั้นเขามีปัญหาเรื่องหัวใจ จึงทักแชทเฟชบุ๊กเรามา นั้นคือจุดเริ่มต้น เลยได้คุยกัน จากจุดเริ่มต้นตรงนั้น เมื่อได้คุยกันตลอดทำให้มีความรู้สึกดีต่อกัน เหมือนสปาร์กกัน ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆตามมามากมาย และเกิดเป็นความรักขึ้นมา ถึงตอนนี้เรารู้จักกันมา 1 ปี และได้หมั้นกันไว้แล้ว โดยมีแผนจะแต่งงานในปีหน้า ซึ่งจะจัดงานแต่ง 3 ที่ คือที่ประเทศฝรั่งเศส, จ.สุรินทร์ และ ที่จ.ภูเก็ต ความรักของคุณผึ้ง กับสติ๊ก หนุ่มรูปหล่อฝรั่งเศส นั้นเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เมื่อคุณผึ้ง ทำอัลบั้มขอบคุณสติ๊ก ผ่านทางเฟซบุ๊ก และมีสื่อออนไลน์นำไปลง จนทำให้มีผู้เข้ามาติดตามในเฟซบุ๊กมากขึ้น คุณผึ้ง เล่าว่า วิธีมัดใจสติ๊กนั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แค่เป็นตัวของตัวเอง ที่เป็นคนไม่เครียด คนที่ติดตามจะรู้ว่าเราเป็นคนเฮฮาตลอด เป็นคนมีเหตุผล จะโกรธอะไรต้องมีเหตุผล แต่ที่อยู่กับสติ๊กมาไม่เคยโกรธกันเลย อยู่ด้วยความเข้าใจ และสุดท้ายคือเป็นคนทำอาหารเก่ง  และแม้วิถีชีวิตจะแตกต่างกัน และเป็นคนละชาติ วิธีที่ทำให้เข้าใจกันและปรับเข้าหากันได้ คือเราจะสอนสติ๊กว่าสิ่งไหนควรทำสิ่งไหนไม่ควรทำ สิ่งที่เราเคารพจริงๆก็จะให้เขาเข้าใจเรา ด้วยการพยายามอธิบายให้เข้าใจ ส่วนด้านตัวเรา เราเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเขาจะให้เปลี่ยนไปเป็นอีกคน เราก็คงทำไม่ได้ นี่คือตัวตนของเรา แต่จริงๆเขาก็ไม่มีอะไรให้เราต้องเปลี่ยน แม้จะดูหวานชื่น แต่ทุกความรักมักมีอุปสรรคมาให้พิสูจน์รักแท้เสมอ ซึ่งแม้ไม่ได้เกิดจากตัวของทั้งคู่ แต่คำนินทาดูถูกว่าจะคบกันได้นานหรอ รักกันจริงหรอ ก็เข้ามากระทบจิตใจ และกระแน่ะกระแหน่ตลอด แต่แม้ระยะเวลาที่เราคบกันอาจจะน้อย แต่ว่าเราใช้ใจและใช้ความรู้สึกของเราสื่อสารกัน ซึ่งมันสำคัญกว่าเวลาที่คบกันมา ถ้าคบกันนาน 10 ปี แล้วไม่เข้าใจกัน มันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ เมื่อถามถึงความต่างระหว่างผู้ชายต่างชาติกับผู้ชายไทยนั้น คุณผึ้งให้ความเห็นว่า ที่เราเคยเจอผู้ชายไทยมีแต่ดูถูกเรา เรียกเราว่าอีดำบ้าง ว่าเราน่าเกลียดบ้าง ส่วนผู้ชายต่างชาติจะมีความรับผิดชอบ ให้เกียรติเรา ซึ่งเราประทับใจตรงจุดนี้ สำหรับสาเหตุที่มีคนมาติดตามเรื่องราวของตนผ่านเฟซบุ๊กมากขึ้นนั้น คิดว่าอาจเป็นเพราะไลต์สไตล์ การใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายของเรา แบบมีความสุขกับธรมชาติ ซึ่งที่บ้านเกิดจ.สุรินทร์ ก็เป็นธรรมชาติมาก และสติ๊กชอบบรรยากาศ หลังจากหมั้นกันแล้ว สติ๊กก็ชวนไปอยู่ที่จ.สุรินทร์ เราก็ใช้เวลาคิดอยู่นานว่าจะทิ้งงานและกลับไปอยู่บ้านไหม พอคิดอยู่หลายๆวัน ให้ใจคิดว่าชอบแแบบไหนมากกว่า สรุปคิดออกมาได้คำตอบว่า เราอยากกลับไปอยู่บ้าน เราชอบธรรมชาติ อยากไปใช้ชีวิตแบบที่ฝันไว้ จึงกลับไปอยู่บ้านที่จ.สุรินทร์กัน และเป็นเพราะลุคเราติดดินดูเป็นคนสนุก ทำให้มีคนมาติดตามเรา คงมีหลายคนอยากมีชีวิตเหมือนเรา แต่ทำไม่ได้ อาจเป็นเพราะหน้าที่การงาน หรือเหตุผลอื่นๆหลายอย่าง พอมาเจอรูปภาพเราที่สื่อออกมา ทำให้เขาชอบ อาจเป็นความฝันเขาด้วยที่อยากใช้ชีวิตแบบนี้ และอาจเป็นเพราะสติ๊กที่เขาเป็นชาวต่างชาติ แต่มาใช้ชีวิตกับเราที่บ้านนอกได้ ส่วนภาพที่ออกมากลัวว่าบางคนจะมองว่าเป็นการแสดงออกมาไม่ดีหรือไม่นั้น ตนมองว่าวัฒนธรรมต่างชาติ กับประเทศไทยไม่เหมือนกัน เราก็ไม่ได้ไปจูบคนอื่น จูบสามีตัวเอง วันหนึ่งก็จูบวันละกี่ร้อยครั้งก็ไม่รู้ จูบกันบ่อยเรื่อยๆอยู่แล้ว จูบกันไปเถอะเดี๋ยวไม่มีคนให้จูบ สำหรับ สติ๊ก นั้นเมื่อเขามาอยู่กับเรา เขาชอบธรรมชาติ ทุ่งนา และชอบพาหมา ขึ้นรถซาเล้ง ไปเดินเล่นที่ทุ่งนา ส่วนตัวเขาตอนนี้กำลังเรียนรู้เรื่องการทำนา ในส่วนอาหารการกิน นั้นไม่มีปัญหาต่อสติ๊กเลย คนอีสานกินอาหารอะไร สติ๊กก็กินได้อย่างนั้น โดยอาหารโปรดของเขา คือส้มตำ ไก่ย่าง และลาบ ก่อนจากกัน คุณผึ้ง ฝากเตือนสาวไทย ที่หวังจะพบรักกับชาวต่างชาติผ่านทางโลกออนไลน์ว่า ชีวิตคนเรามันไม่ได้สวยงามเสมอไป เราเองโชคดีที่ได้เขามาเป็นสามี บางคนไม่ได้เข้ามาด้วยความจริงใจ อาจมาหลอกเรา แต่อยากให้ทุกคนคิดดูดีดีว่ามันสมควรไหม ความรักเป็นเรื่องที่ดีก็จริง แต่จะเจอคนที่ดีไหม เราต้องดูด้วยตนเอง ต้องใช้สติ อย่าหลงงมงายมากเกินไป อย่ายึดติดกับสิ่งที่มันไม่ใช่

ที่มา>>>ข่าวสด